อีริค อีริคสัน (Erik Erickson) |
---|
![]() |
ประวัติ
อีริคสัน เป็นลูกศิษย์ของฟรอยด์ได้สร้างทฤษฎีขึ้นในแนวทางความคิดของฟรอยด์ แต่ได้เนินความสำคัญ
ทางด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้านจิตใจ (Psychological Environment) ว่ามีบทบาทใน พัฒนาการบุคลิกภาพมาก ความคิดของอีริคสันต่างกับฟรอยด์หลายประการ เป็นต้นว่า เห็นความสำคัญของ Ego มากกว่า Id และถือว่าพัฒนาการของคนไม่ได้จบแค่วัยรุ่น แต่ต่อไปจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต คือ วัยชรา และตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ บุคลิกภาพของคนก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
แนวคิด
แต่ละคนจะมีประสบการณ์กับวิกฤตภายในเชื่อมโยงกับแต่ละขั้นของชีวิต (จิตวิทยาสังคม) 8 ครั้ง ซึ่งในสามขั้นแรกถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดซึ่งเกิดในช่วงปฐมวัย คือ ขั้นที่ 1 การเชื่อใจ-การไม่เชื่อใจ ขั้นที่ 2 การเป็นตัวของตัวเอง-ความละอายใจและความสงสัย ขั้นที่3 การคิดริเริ่ม-การรู้สึกผิด
ทฤษฎีจิตสังคม (Psychological Theory) ได้แบ่งพัฒนาทางบุคลิกภาพออกเป็น 8 ขั้น คือ
ขั้นที่ 1 ความไว้วางใจ – ความไม่ไว้วางใจ (Trust vs Mistrust) ซึ่งเป็นขั้นในวัยทารก อีริควันถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญของพัฒนาการในวัยต่อไป เด็กวัยทารกจำเป็น จะต้องมีผู้เลี้ยงดูเพราะช่วยตนเองไม่ได้ ผู้เลี้ยงดูจะต้องเอาใจใส่เด็ก ถึงเวลาให้นมก็ควรจะให้และปลด เปลื้องความเดือดร้อน ไม่สบายของทารกอันเนื่องมาจากการขับถ่าย เป็นต้น ขั้นที่ 2 ความเป็นตัวของตัวเองอย่างอิสระ – ความสงสัยไม่แน่ใจตัวเอง (Autonomous vs Shame and Doubt) อยู่ในวัยอายุ 2-3 ปี วัยนี้เป็นวัยที่เริ่มเดินได้ สามารถที่จะพูดได้และความเจริญเติบโตของร่ายการช่วย ให้เด็กมีความอิสระ พึ่งตัวเองได้ และมีความอยากรู้อยากเห็น อยากจับต้องสิ่งของต่างๆ เพื่อต้องการสำรวจ ว่าคืออะไร เด็กเริ่มที่อยากเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ขั้นที่ 3 การเป็นผู้คิดริเริ่ม – การรู้สึกผิด (Initiative vs Guilt) วัยเด็กอายุประมาณ 3-5 ปี อีริคสันเรียกวัยนี้ว่าเป็นวัยที่เด็กมีความคิดริเริ่มอยากจะทำอะไรด้วยตนเอง จากจินตนาการของตนเอง การเล่นสำคัญมากสำหรับวัยนี้เพราะเด็กจะได้ทดลองทำสิ่งต่างๆ จะสนุกจาก การสมมติของต่างๆ เป็นของจริง เช่น อาจจะใช้ลังกระดาษเป็นรถยนต์ ขับรถยนต์เหมือนผู้ใหญ่ ขั้นที่ 4 ความต้องการที่จะทำกิจกรรมอยู่เสมอ – ความรู้สึกด้อย (Industry vs Inferiority) อีริคสันใช้คำว่า Industry กับเด็กอายุประมาณ 6-12 ปี เนื่องจากเด็กวัยนี้มีพัฒนาการด้านสติปัญญาและ ทางด้านร่างกาย อยู่ในขั้นที่มีความต้องการที่จะอะไรอยู่เมือไม่เคยว่าง ขั้นที่ 5 อัตภาพหรือการรู้จักว่าตนเองเป็นเอกลักษณ์ – การไม่รู้จักตนเองหรือสับสนในบทบาทใน สังคม (Ego Identity vs Role Confusion) อีริคสันกล่าวว่า เด็กในวัยนี้ที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี จะรู้สึกตนเองว่า มีความเจริญเติบโต โดยเฉพาะ ทางด้านร่างกายเหมือนกับผู้ใหญ่ทุกอย่าง ร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการเปลี่ยนแปลงทางเพศทั้ง หญิงและชาย เด็กวัยรุ่นจะมีความรู้สึกในเรื่องเพศและบางคนเป็นกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขั้นที่ 6 ความใกล้ชิดผูกพัน – ความอ้างว้างตัวคนเดียว (Intimacy vs Isolation) วัยนี้เป็นวัยผู้ใหญ่ ระยะต้น (Young Adulthood) เป็นวัยที่ทั้งชายและหญิงเริ่มที่จะรู้จักตนเองว่ามีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างไร เป็นวัยที่พร้อมที่จะมี ความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศในฐานะเพื่อนสนิทที่จะเสียสละให้กันและกัน รวมทั้งสามารถยินยอม เห็นใจซึ่งกันและกันโดยไม่เห็นแก่ตัวเลย และมีความคิดตั้งตนเป็นหลักฐานหรือคิดสนใจที่จะแต่งงานมี บ้านของตนเอง ขั้นที่ 7 ความเป็นห่วงชนรุ่นหลัง – ความคิดถึงแต่ตนเอง (Generativity vs Stagnation) อีริควันอธิบายคำว่า Generativity ว่าเป็นวัยที่เป็นห่วงเพื่อนร่วมโลกโดยทั่วไป หรือเป็นห่วงเยาวชน รุ่นหลัง อยากจะให้ความรู้ สั่งสอนคนรุ่นหลังต่อไป คนที่แต่งงานมีบุตรก็สอนลูกหลายคนที่ไม่แต่งงาน ถ้าเป็นครูก็สอนลูกศิษย์ ถ้าเป็นนายก็สอนลูกน้อง หรือช่วยทำงานทางด้านศาสนา เพื่อที่จะปลูกฝังให้ คนรุ่นหลังเป็นคนดีต่อไป ขั้นที่ 8 ความพอใจในตนเอง – ความสิ้นหวังและความไม่พอใจในตนเอง (Ego Integrity vs Despair) วัยนี้เป็นระยะบั้นปลายของชีวิต ฉะนั้น บุคลิกภาพของคนวัยนี้มักจะเป็นผลรวมของวัย 7 วัยที่ผ่านมา ผู้มีอาวุโสบางท่านยอมรับว่าได้มีชีวิตที่ดีและได้ทำดีที่สุด ยอมรับว่าตอนนี้แก่แล้วและจะมีชีวิตอยู่อย่างมี ความสุข จะเป็นนายของตนเองและมีความพอใจในสภาพชีวิตของตน ไม่กลัวความตาย พร้อมที่จะตาย ยอมรับว่าคนเราเกิดมาแล้วก็จะต้องตาย |
sarina arsae
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
กีฬายิงปืน
กีฬายิงปืน
ประวัติกีฬายิงปืน
กีฬายิงปืน (Shooting) เป็นกีฬาที่แข่งกันที่ความแม่นยำ
ปิแอร์ เดอ กูแบร์แตง (Pierre De Coubertin) ผู้ฟื้นฟูโอลิมปิกสมัยใหม่นั้น
เขาก็เคยเป็นแชมป์ยิงปืนสั้นของประเทศฝรั่งเศสมาหลายปีก่อนแล้ว
เขาได้ร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกที่กรุงเอเธนส์ในปี 1896 ด้วย ในตอนนั้นมีการแข่งขันเพียง 3 รายการเท่านั้น
จากนั้นกีฬายิงปืนก็ได้รับการบรรจุในโอลิมปิกมาโดยตลอด ขาดอยู่เพียง 2 ครั้ง คือ ปี 1904 ที่เซนต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา และ
ปี 1928 ที่ อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
รายการประเภททีมซึ่งมีทั้งปืนสั้นและปืนยาวค่อยๆถูกตัดออกไปจนหมดไปอย่างสิ้นเชิงในปี
1948
การยิงปืนเป้าบินรายการสกีท (Skeet) ที่มีขึ้นในช่วงระหว่างปี 1910 ถึง 1915 ในฐานะกีฬาซ้อมมือสำหรับนักยิงปืนนั้นได้รับการบรรจุในโอลิมปิกปี 1968 ที่เม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก
ในสมัยก่อนมีการแข่งขันแบบไม่จำกัดเพศด้วย
เรียกว่ารายการโอเพ่น เป็นรายการที่ทั้งหญิงและชายแข่งขันกันด้วยความเสมอภาค
ชิงเหรียญเดียวกัน และตลอดมาก็เป็นนักกีฬายิงปืนชายที่คว้าชัยชนะไปครอง จนถึงปี 1976
นักยิงปืนหญิงจึงสามารถเอาชนะได้เหรียญทองเป็นครั้งแรก
ซึ่งเกือบทุกรายการแข่งขันเดี๋ยวนี้ทำการแข่งขันในร่มกันทั้งหมด
ยกเว้นการแข่งขันยิงเป้าบินที่ยังเป็นการแข่งขันกลางแจ้งอยู่
ปืนพก (Pistol) ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดย
Caminello Vitelli ณ เมืองพิสโตเอีย รัฐฟลอเรนไตน์
ประเทศอิตาลี ประมาณปี พ.ศ. 2083
โดยใช้ชื่อเมืองที่ถือกำเนิดเป็นชื่อของปืนชนิดนี้ ในช่วงชีวิตของ Vitelli ปืนพกที่ประดิษฐ์ขึ้นยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง
เนื่องจากปืนของเขายังไม่มีประสิทธิภาพมากมายนัก
ในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2393 เป็นต้นมา
มีการนิยมใช้ปืนยาวอัดลม (Rifle) เป็นอย่างมาก ปี พ.ศ. 2403 ในสหรัฐอเมริกาจัดให้มีการแข่งขันยิงปืน ณ สถานที่ต่างๆ
ตามริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เช่น ริมฝั่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี้
โดยสมาคมยิงปืนยาวอัดลมแห่งชาติ (The National Rifle Association) สมาคมแห่งนี้ได้สร้างกฎระเบียบในการกีฬาประเภทนี้คือ มาตรฐานของเป้า
และระยะ เป็นต้น จากความไม่มีระเบียบ ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนมาสู่มาตรฐานจึงได้จัดให้มีการแข่งขันยิงปืนยาวอัดลมเพื่อชิงชนะเลิศระหว่างชาติ
โดยใช้กฎอันเดียวกันเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2414
และได้ถูกจัดแข่งขันกันอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา
ต้นปี พ.ศ. 2423
ซึ่งเป็นระยะที่ประชาชนทั่วไปกำลังให้ความสนใจอยู่กับปืนลม Paine นักแม่นปืนของสหรัฐอเมริกาผู้หนึ่งได้แสดงการยิงปืนพก และปืนสั้น (Revolver)
ในขณะที่เขาท่องเที่ยวไปยังประเทศอังกฤษ
เป็นผลให้สมาคมยิงปืนแห่งแมสซาชูเซตส์ได้มอบโล่รางวัลให้ทั้งปืนพกและปืนสั้น
จึงทำให้บรรดาสมาชิกทั้งหลายหันมาสนใจอาวุธปืนทั้ง 2 ชนิด
ตั้งแต่นั้นมาคนทั้งหลายจึงให้ความนิยมสนใจกับอาวุธปืนกันอย่างแพร่หลาย
โดยมีการจัดการแข่งขันอย่างกว้างขวาง
ซึ่งการแข่งขันยิงปืนได้บรรจุเข้าไว้ในการแข่งขันกีฬาระดับชาติ เช่น
การแข่งขันกีฬาแหลมทอง (ซีเกมส์) เอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์ เป็นต้น
ประวัติยิงปืนในประเทศไทย
กีฬายิงปืนเป็นกีฬาที่ประชาชนคนไทยให้ความนิยมและสนใจเมื่อไม่นานนี้เอง
ความจริงแล้วคนไทยรู้จักการใช้อาวุธปืนมาช้านานแล้ว
และมีการแข่งขันกันแต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากนัก
ต่อมาบรรดานักยิงปืนทั้งหลายได้เล็งเห็นว่าควรจะได้มีการแข่งขันยิงปืนตามแบบและกติกาและกติกาสากลนิยม
จึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดการแข่งขันยิงปืนขึ้นตามแบบและกติกาสากลนิยม
จึงได้มีการจัดตั้งสมาคมยิงปืนสมัครเล่นแห่งประเทศไทย
โดยจดทะเบียนก่อตั้งอย่างถูกต้อง เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2501
ภายหลังจากที่สมาคมยิงปืนสมัครเล่นแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ก่อตั้งขึ้นแล้ว
สมาคมฯจึงได้คัดเลือกนักกีฬายิงปืนส่งเข้าร่วมการแข่งขันกับนานาชาติ เช่น
การแข่งขันซีเกมส์ เอเชียนเกมส์
และโอลิมปิกเกมส์เป็นครั้งแรกในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 17 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในปี พ.ศ. 2503
ในปี
พ.ศ. 2501 สมาคมยิงปืนสมัครเล่นแห่งประเทศไทย
จึงได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์ยิงปืนแห่งเอเชีย
และสมาชิกของสหพันธ์ยิงปืนนานาชาติในปีเดียวกัน
ซึ่งประเภทการแข่งขันยิงปืนตามแบบสหพันธ์ยิงปืนนานาชาติ
ซึ่งจัดการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกมี 7 ประเภท คือ
1) ปืนยาวท่านอน
2) ปืนสั้นยิงช้า
3) เป้าบินประเภทแทร็ป
4) ปืนยาว 3 ท่า
5) เป้าเคลื่อนที่
6) ปืนสั้นยิงเร็ว
7) เป้าบิน (ประเภทสกีต)
การจะยิงปืนให้ได้ดีนั้น
จะต้องประกอบด้วยปัจจัยอยู่ 3 ประการ คือ
พื้นฐานในการยิงปืน
1. การตั้งท่าและความมั่นคง :
ท่ายิงมีความสำคัญต่อการยิงเป็นอย่างยิ่งเพราะการตั้งท่าที่ดีนั้นจะก่อให้เกิดความสมดุลและความมั่นคงของร่างกายและมือ
โดยให้มีการกระทบต่อระบบกล้ามเนื้อและร่างกายน้อยที่สุด ช่วยรักษาระดับพื้นที่การใช้แขนและพื้นที่การยิงให้น้อยที่สุด
ช่วยรักษาระดับศรีษะและแขนให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม
เพื่อให้ตามองเห็นชัดที่สุดระหว่างการเล็งเป้าหมาย
และเพื่อให้มีความมั่นคงตลอดเวลาการยิง
การตั้งท่าที่ถูกต้องและสมบูรณ์
วางเท้าให้ห่างกันเท่ากับความกว้างของหัวไหล่
ให้น้ำหนักตัวและน้ำหนักปืน ตกลงบนขาทั้งสองข้าง
แขนที่ใช้ยิงจะต้องเหยียดเต็มที่
พร้อมทั้งข้อมือและข้อศอกจะต้องนิ่งที่สุด
แขนและไหล่ต้องทำมุมประมาณ 12-20 องศา
แขนที่ไม่ใช้ยิงจะต้องผ่อนคลาย
โดยอาจจะวางไว้ที่กระเป๋าหรือเข็มขัดด้านหน้า
เพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น
เงยศีรษะขึ้นและจ้องไปที่เป้าหมาย เพื่อให้สามารถปรับสายตาได้
และปราศจากการรบกวน
ความสมดุลในจุดยิง
เกิดจากการเคลื่อนไหวของแขนมุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างช้าๆ
ในจุดที่เตรียมพร้อม 45
องศากับเป้าแขนจะถูกยกขึ้นมาสู่จุดยิงโดยการบังคับของกล้ามเนื้อไหล่เท่านั้น
ส่วนอื่นๆจะไม่มีการเคลื่อนไหว
การจับปืน :
นั้นจะต้องรู้สึกว่าฝืนธรรมชาติเล็กน้อย
โดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่เคยฝึกมาก่อน แต่เมื่อฝึกแล้วก็จะสามารถทำได้คล่อง
การจับปืนที่ถูกต้อง
ให้ทำมือเป็นรูปตัว “V”
นำด้ามปืนสอดเข้าอุ้งมือ
ให้แนวของลำกล้องขนานกันเขน และส่วนบนของมือเสมอกับส่วนบนของด้ามปืน
ใช้นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยกำด้ามปืน
นิ้วชี้เมื่อยังไม่ใช้ให้วางไว้ข้างปืนเหนือโกร่งไกปืน
นิ้วหัวแม่มือควรเหยียดตรงและวางแนบข้างปืน
การแตะไกรปืน ให้ใช้นิ้วชี้ข้อปลายส่วนกลางข้อแตะที่ไกปืน
การหายใจ :
การหายใจจะต้องมีการเคลื่อนหวของท้อง
กล้ามเนื้อหน้าอกและหลัง ถ้าการยิงปืนมีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุด
จะเป็นการยิงปืนที่ได้ผลดีที่สุด ดังนั้น
ขณะยิงปืนการหายใจน้อยที่สุดหรือไม่หายใจเลยระหว่างที่ปล่อยกระสุนออก
จะทำให้ผลการยิงออกมาดี
แต่ขณะที่ทำการกลั้นหายใจนั้น
โลหิตจะขาดออกซิเจน ซึ่งถ้านานมากจะทำให้เกิดอาการหน้ามืดและหมดสติได้
เนื่องจากการแตกตัวของเซลล์สมองอันเป็นผลจากการที่เลือดไม่ได้รับออกซิเจน ดังนั้น
เราจึงควรฝึกการหายใจเพื่อใช้ในการยิงปืนให้ได้ประมาณ 6-10 วินาที
การหายใจที่ถูกวิธี
ควรยืนในท่าที่ถูกต้อง และก่อนยกปืนขึ้นให้หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ
แล้วหายใจออกประมาณ 2 ครั้ง
ในขณะยกปืนขึ้น ให้หายใจเข้าปกติ แต่เมื่อยกปืนถึงเป้าหมาย
ให้หายใจออกจนถึงจุดที่หยุดการหายใจ
ในขณะที่หยุดการหายใจ ให้ทำการยิงได้
แต่ร่างกายจะต้องอยู่ในท่าที่มั่นคง
เมื่อกระสุนถูกยิงออกไปแล้ว ร่างกายยังคงต้องอยู่ในสภาพนิ่ง
จากนั้นจึงค่อยๆลดแขนลงแล้วเริ่มการหายใจตามปกติ
การเล็ง :
การเล็ง
หมายถึง การจัดให้ลำกล้องปืนชี้ไปยังเป้ายิง ซึ่งมีสูตรการเล็งอยู่ว่า “หลับตาซ้ายเล็งด้วยตาขวา
ให้ยอดศูนย์หน้าอยู่กึ่งกลางช่องบากศูนย์หลังเสมอ วางไว้ส่วนล่างของที่หมาย” ซึ่งอธิบายได้ดังนี้
หลับตาซ้ายเล็งด้วยตาขวา หมายความว่า
ให้ใช้สายตาเพียงข้างเดียวทำการเล็ง
ให้ยอดศูนย์หน้าอยู่กึ่งกลางช่องบากศูนย์หลัง
หมายความว่า จัดให้ศูนย์หน้าอยู่กึ่งกลางของช่องศูนย์หลัง
เสมอสันบากศูนย์หลัง หมายความว่า
ใหส่วนบนของศูนย์หน้าเสมอกับส่วนบนของศูนย์หลัง
วางไว้ส่วนล่างของที่หมาย
หมายความว่า เมื่อจัดศูนย์หน้าและศูนย์หลังได้แล้ว
ให้นำศูนย์ทั้งสองไปวางไว้ด้านล่างของขอบจุดวงกลมสีดำ
การเล็งที่สมบูรณ์
ศูนย์หน้าต้องมองเห็นชัด
ศูนย์หลังเบลอ
แสง 2 ข้างของศูนย์หน้าต้องเท่ากัน
ความกว้างของศูนย์หน้าขึ้นอยู่กับบุคคล
ความลึกของศูนย์หลังต้องเพียงพอที่จะเห็นศูนย์หน้าได้อย่างชัดเจน
การตั้งศูนย์ :
ศูนย์ปืนจะประกอบด้วยศูนย์หน้าและศูนย์หลัง
ศูนย์หน้าจะติดตายตัว ไม่สามารถปรับแต่งได้
แต่ศูนย์หลังสามารถปรับแต่งได้โดยการเลื่อนขึ้นลงหรือซ้ายขวา
หลักการตั้งศูนย์
:
เมื่อเรายิงออกไปแล้วกระสุนตกลงเป้า
ณ จุดหนึ่ง แต่ไม่ใช่จุดที่เราต้องการ
เราสามารถเลื่อนจุดเพื่อให้ตำแหน่งของกระสุนตกลงยังจุดที่เราต้องการ เช่น
เมื่อยิงกระสุนออกไปแล้วกระสุนตกลงต่ำกว่าจุดสีดำของเป้า
แต่จุดหมายที่เราตั้งไว้คือจุดสีดำ เราสามารถปรับศูนย์ปืนโดยการเลื่อนศูนย์หลังขึ้น
หรือถ้ายิงกระสุนและกระสุนตกลงต่ำกว่าจุดสีดำ
เราสามารถแก้ไขได้โดยการเลื่อนศูนย์หลังลง หรือเลื่อนไปทางซ้ายหรือขวาก็ได้
การลั่นไก :
การลั่นไกปืน
คือการปล่อยให้กระสุนหลุดออกปืนไปสู่เป้า ซึ่งถือเป็นขั้นสุดท้ายของการยิงปืน
การลั่นไกปืนที่ถูกต้องนั้น
จะต้องค่อยๆกดไกเบาๆจนกว่าปืนจะลั่นเอง
เพราะถ้ากดไกปืนแรงเกินไปจะทำให้เกิดการกระชาก กระสุนจะตกตรงตามเป้า
แต่ถ้าค่อยๆกลไกหรือกดไกอย่างนุ่มนวล กระสุนก็จะค่อยๆออกและตกตรงตามเป้า
การฝึกการลั่นไกนั้นต้องพยายามฝึกโดยไม่ใส่กระสุนปืน
ควรฝึกประมาณวันละ 70-80 ครั้งเพราะการฝึกการลั่นไกปืนแบบไม่ใส่กระสุนนั้น
จะทำให้การฝึกมีประสิทธิภาพ การยิงนิ่งและไม่ทำให้เกิดการกระชาก
การยิง :
การยิงปืนให้มีประสิทธิภาพนั้นควรยิงตามขั้นตอนต่างๆอย่างถูกต้อง
จึงจะสามารถนำไปสู่ชัยชนะได้
ขั้นตอนการยิงปืน
นำมือที่ไม่ใช้ยิงหยิบปืน แล้วนำไปวางในมือที่ใช้ยิง
ตรวจสอบศูนย์ปืน
ตั้งท่าให้ถูกต้อง
หายใจลึกๆประมาณ 2 ครั้ง
หายใจครั้งที่ 3 พร้อมยกปืนขึ้น เมื่อถึงเป้าหมายให้หายใจออก
ค่อยๆสัมผัสไกปืน
เล็งไปยังจุดเป้าหมาย
กดไกปืนอย่างนุ่มนวล
รักษาสภาพการยิงให้ยังคงนิ่งอยู่
ค่อยๆลดมือลง จากนั้นจึงทำการวอเคราะห์การยิง
การรักษาสภาพต่างๆหลังการยิง :
การรักษาสภาพหลังการยิงนั้น
มิใช่รักษาเฉพาะช่วงระหว่างปลายกระสุนเท่านั้น
แต่ต้องรักษาสภาพต่างๆนับจากหลังการปล่อยกระสุนออกไประยะหนึ่ง
จนกระทั่งกระสุนทะลุเป้า
การวิเคราะห์การยิง
:
การวิเคราะห์การยิง หมายถึง
การที่เรานำผลงานที่ยิงออกไปนั้นมาพิจารณาดูว่าขั้นตอนของการยิงทั้งหมดสมบูรณ์หรือไม่
มีข้อบกพร่องอย่างไร แล้วนำข้อผิดพลาดนั้นมาแก้ไข
เพื่อให้การยิงในครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ที่สุด
.การฝึกฝน :
การฝึกฝนสำหรับกีฬายิงปืนนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นิจึงควรให้มีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องทั้งร่างกายและจิตใจ
เครื่องมือและอุปกรณ์
:
ในการแข่งขันกีฬายิงปืน
อุปกรณ์สำคัญมีอยู่ 3 ชนิด คือ ปืน กระสุนปืน และเป้ายิง
นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์อื่นๆเพิ่มเติมอีก เช่น เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ป้องกันเสียง
ที่ปิดตา สลิง เป็นต้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)